แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทำไมต้องใส่ใจเรื่องบ่า

คนราชทัณฑ์ กับ งานราชทัณฑ์
จากสองกระทู้นี้ครับ กระทู้ 1 และ กระทู้ 2  ขอบคุณสำหรับ comment ขอขยายความนิดนึง ว่า ทำใมเราต้องสนใจเรื่องบ่า คนที่อยู่ในกรม และไม่ได้ แต่งเครื่องแบบทำงานทุกวัน และไม่ได้คลุกคลีกับผู้ต้องขังในเรือนจำ ย่อมไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่คนที่อยู่เรือนจำ เอาประเภทที่อยู่ตามเรือนจำจริงๆ นะครับ ผมว่าทุกท่านคงมองเห็นปัญหาในการทำงานตามเรือนจำแล้วหละ ผมกำลังจะบอกว่า การเอาบ่า มากำหนดระดับในการปฏิบัติกับพวกเรา มันทำให้เกิดการมองที่ไม่สมเหตุสมผล คือมันขัดแย้งกับความเป็นจริง Conflict Reason ปกติเมื่อคนในองค์กร ที่ทำงานมานานแล้วมีความสามารถ ทั้งคุณวุฒิวัยวุฒิ ผู้บริหารสามารถหยิบคนเหล่านี้มาใช้งานได้อย่างเหมาะสม เช่น สมัยเป็น ซี ซี 6 ซี 7 สามารถมานั่งเป็นหัวหน้าฝ่ายได้ เพราะ มันสมเหตุสมผลในการบริหาร ถึงคุณจะไม่ใช่ ซี 7 เป็นแค่ ซี 6 แต่คุณทำงานมานานมีประสบการณ์ และสามารถทำให้ข้าราชการโดยรวมในที่นั้นยอมรับได้ มันก็สามารถปกครองกันได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะเรามี ซี 1 2 3 4 5 เป็นผู้ปฏิบัติอยู่แล้วซึ่งเพียงพอ ดังนั้น พอ ซี 7 เกษียณ พวก ซี 6 ก็ไปสอบแข่งกันเป็น ซี 7  พวก ซี 5 ก็มีความพยายามที่จะสอบ ซี 6 เพื่อหวังได้เป็น ผู้บริหารเล็กๆ ระดับฝ่ายได้มั่ง พวก ซี 3 ซี 4 ก็ไปสอบกัน ทำให้คนราชทัณฑ์ มีความตื่นตัวในเรื่องการศึกษาหาความรู้ และมีความเคารพพวกผู้อาวุโสกัน ปกครองกันได้อย่างพี่กับน้อง แต่ทุกวันนี้ คนที่เป็นนักวิชาการ ชำนาญการ แล้วได้บ่า ซี 7 ลึกๆ คุณภูมิใจมั๊ย OK คุณอาจจะภูมิใจ แต่เวลาทำงานกับพวกชำนาญงานรุ่น น้า รุ่น อา รุ่นพ่อ รุ่น ลุง คุณทำงานกับพวกเขาได้มั๊ย เอาง่าย กล้าสั่งเขามั๊ย พวกนี้ อายุงาน 15 - 30 ปี นะครับ แต่ท่านชำนาญการรุ่นใหม่ ทำงานแค่ 7-8 ปี บางคน คุณลุง คุณอา พวกนี้สอนงานกันมาทั้งนั้น เห็นตั้งแต่บรรจุ ยัน เป็นชำนาญการ  รู้นิสัยใจคอหมด รู้กระทั่งว่า การทำงานมีกึ๋นแค่ใหน คราวนี้มาพูดเรื่องการบริหารองค์กร Organizational management  การแต่งตั้งโดยผู้บริหาร คือ ผบ ผอ และบริหารบุคคล เวลาเขาแต่งตั้ง หน.งาน หน.ฝ่าย เขารู้เต็มทั้งรู้นะครับ ว่า เด็กคนนี้ เพิ่งติดชำนาญการ แต่จำเป็นต้องแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้างาน/หรือหัวหน้าฝ่ายไว้ก่อน เพราะ บ่ามันกำหนดสถานภาพคนไว้แล้ว จะเอาชำนาญงานที่ ต่อให้ แม่ง...โคตรเก่งกาจในการทำงานแค่ใหน มาเป็นหัวหน้าฝ่าย...ก็ไม่ได้ เพราะ...ขอย้ำอีกที บ่ามันกำหนดสถานภาพคนไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เรือนจำ ทัณฑสถาน ตอนนี้ แบ่งกันกลายๆ เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มชำนาญการเก่าและใหม่ จะหารแบ่งกันในหน่วยงานในการทำงาน แม้แต่การเข้าเวรเสร็จ เช่นกลุ่มชำนาญการต้องเข้าเวรนอน เวรค่อนข้างสบายหน่อย เพราะเป็นระดับสัญญาบัตร กลุ่มชำนาญงาน ต้องเข้าเวรผลัด เพราะเป็นระดับที่เต็มที่แค่ Labor คือผู้ปฏิบัติทั้งปีทั้งชาติ  องค์กรโดยรวมไม่เกินปี สองปีนี้ มีปัญหาแน่ ผมย้ำเสมอ 1.การยอมรับนับถือกัน 2.การไม่ให้เกียรติกัน 3.ความเหลื่อมล้ำความก้าวหน้าไม่เป็นธรรม... 3 อย่างนี้มีในองค์กรใหน องค์กรนั้นบรรลัยแน่นอนครับ...แค่นี้ก่อนครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไม่มีที่นั่ง สำหรับ ผู้คุม สายทั่วไป กับการสอบภาค ก. กพ

คนราชทัณฑ์ กับ งานราชทัณฑ์
หายไปนานครับ แต่ก็ยังติดตามความคืบหน้าต่างๆ แม้จะมีความหวังอันน้อยนิด ว่าผู้ใหญ่เบื้องบนเขาจะมีความเห็นใจ ข้าราชการผู้คุม สายทั่วไปอย่างไรในความก้าวหน้า เงียบครับ พอโผล่มาอีกที อาจมีคนสงสัยว่า ทำใม ตั้งหัวข้อกระทู้อย่างนี้ ก็ตามหัวข้อนั่นแหล่ะครับ ตราบใดที่งานราชทัณฑ์ ยังใช้กระดานบ่าในการตัดสินว่าใคร สูงกว่าใคร ผู้คุมสายทั่วไป ก็ต้องก้มหน้าทำใจครับ ตอนนี้ กรมเรียกผู้คุมใหม่รายงานตัวบรรจุ อีก 100 กว่าคน  ก็มานั่งดูน้องๆ มาตันกันที่ ชำนาญงาน ตอนเรียกบรรจุ คงจะดีใจกันครับ แต่อยู่ไประยะหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อประเมิน ชำนาญงาน แล้ว หลายคนคงท้อครับ ในเมื่อผู้คุมสายทั่วไป ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ ของกรมราชทัณฑ์ ประมาณ 5 พัน กว่าคน ทั่วประเทศ มีตำแหน่งความก้าวหน้า แค่ 80 กว่าตำแหน่ง(หมายถึง อาวุโส) สายวิชาการ รับบรรจุมา 3 พัน ขึ้น ชำนาญการ ได้ทั้ง 3 พัน 


วันนี้กรมฯ พยายามเอาอะไรมาล่อ พยายามเอาค่าตอบแทนต่างๆ มาล่อ แต่ก็อย่างว่าหละครับ เรื่องค่าตอบแทนเสริม และเรื่องการพัวพันยาเสพติด สามารถกลบข่าว และกีดกันความคิดเรื่องความก้าวหน้าของผู้คุมสายทั่วไป ท่านอยากให้ผู้คุมเป็นมืออาชีพ แต่ พวกมืออาชีพ กลับได้เป็นแค่ผู้ปฏิบัติ พวกที่อยู่สายปฏิบัติเดิม ที่มีความรู้ความสามารถคลุกคลีกับผู้ต้องขัง เป็นสิบๆ ปี กลับถูกกันให้อยู่แค่ชำนาญงาน ท่านอยากได้ แม๊กซิมั่ม แต่ท่าน เอาคนที่เก่ง ดี มีประสบการณ์ มาบริหารไม่ได้ มันก็มีค่าเท่าเดิม คิดเล่นๆ ถ้าคน 5 พันกว่า พร้อมใจกันท้อ และใส่เกียร์ว่าง อะไรจะเกิดขึ้น สถานการณ์ แบบนครศรีธรรมราช อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ที่เขียนไม่ได้แอนตี้ ระบบแต่นี่คือความจริง ทุกวันนี้ ก็แทบจะไม่มีใครเคารพใครแล้ว มันเท่ากันไปหมด แต่พวกสายวิชาการอาจแย้งไปว่า อ้าวพวกคุณไม่ยอมไปสอบ สายนักทัณฑ์ เองนี่หว่า จะบ่นทำใม ขอโทษครับ สมัยก่อนจะเป็นระบบแท่ง ทุกซี สามารถ สอบ แข่งกัน ขึ้น 6-7-8  ได้  แต่ทุกวันนี้ การสอบสายวิชาการต้องผ่านภาค ก.กพ แล้วคนที่อยู่สายทั่วไป อายุงาน 15-20 ปี เขาคงไม่คิดไปสอบ เพราะหากไปสอบมาแล้ว ต้อง ลดบ่า และมานั่งนับ การครองสายงานใหม่ ที่ปฏิบัติการ 2 ปี ปีที่ 3-4 ถึงจะได้ชำนาญการ พูดง่ายๆ ต้องไปต่อ คิว รุ่นน้องที่เขามาสายวิชาการโดยตรง เขานับอายุราชการให้นะครับ แต่ไม่นับอายุในการครองสายงานให้ หากท่านใด คิดจะไปสอบ กพ.เพื่อจะไปสอบแข่ง นักทัณฑ์ ก็อยากจะให้ข้อคิดอย่างนี้ แต่ผม มาจากสายทั่วไป ก็ขอสู้ในสายนี้ ผมจะสู้ไปเรื่อยๆ จนกว่า จะมีตำแหน่ง อาวุโส ให้ผู้คุมสายปฏิบัติ และให้น้องๆ มีเส้นทางความก้าวหน้า ไม่ใช่ทำงาน 6 ปี ประเมินชำนาญงาน เหลืออายุงานอีก 20 กว่า ปี ไม่ได้เป็นอะไรเลยเป็นได้แค่ ผู้คุม ชำนาญงาน ยันเกษียณ ผมยังมีหวังอยู่ว่าจะมีผู้คุมสายทั่วไปที่มองเห็นความผิดปกติเข้ามาอ่าน ... แต่สิ่งที่อยากให้เป็นไป คืออยากให้คนที่อ่าน แชร์ ความรู้สึก เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังเรียกร้องกันอยู่ ..หรือมีความรู้สึกอย่างไรกับกรมราชทัณฑ์เรา กับการทำงาน  ก็ให้พิมพ์เป็นบทความ จะยาวหรือสั้นก็ได้  อีเมลย์ เข้ามา แล้วผมจะโพสต์เผยแพร่ให้...พบกันตอนหน้าครับ

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ระบบแท่งใหม่แต่นิสัยเก่า นิสัยติดบ่า จนแยกไม่ออก 3

จากตอนที่แล้ว จะมองภาพออกอย่างชัดเจนเลยว่า การปรับเปลี่ยน ตำแหน่ง ระดับเดิม (ซีเดิม) เข้าสู่ระบบใหม่ (แท่ง)ซึ่งเป็นกลุ่มตำแหน่ง ของกรมราชทัณฑ์ พิศดารอย่างไร ตอนก่อน เราว่ากันว่า การปรับเปลี่ยนที่เป็นอยู่ เป็นการแบ่งแยกชนชั้น และเป็นการเห็นแก่ตัวของกรมราชทัณฑ์ อันแรกเลย แบ่งแยกชนชั้นอย่างไร เมื่อได้กำหนดตำแหน่งใหม่แล้ว เราก็มาดูกันว่า ตำแหน่งที่ใช้แบบเก่า กับแบบใหม่ อย่างใหนมีความยืดหยุ่นสูงกว่ากัน และีมีผลในการบังคับบัญชาเป็นที่ยอมรับกันได้ ตามลำดับชั้นในการทำงาน คือเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง ในที่นี้ จะมีคำนิยามเป็นสองอย่าง 1.คือตำแหน่งชั้นยศที่ติดตามตัว 2.คือตำแหน่งทางการบริหารงาน เช่น ตำแหน่ง ผอ.ส่วน หน.ฝ่าย ฯลฯ ซึ่งเป็นตำแหน่ง ที่ใช้ในการบริหารงานทั่วไป แต่เดิม ตำแหน่ง 7 ว หรือ 8 วช หรือ 9 ชช เป็นตำแหน่ง เฉพาะที่มีอยู่ในส่วนกลาง กรมฯ หรือเรือนจำที่มีโครงสร้างพิเศษ เช่น เรือนจำกลางประจำเขต คลองเปรม บางขวาง เรือนจำพิเศษ ฯลฯ อาจจะมีตำแหน่ง ดังกล่าว และตำแหน่งทั่วไป เดิม จบห. จพง. ตั้งแต่ ระดับ 1-9 เป็นตำแหน่ง สำหรับการบริหารงานในเรือนจำ/ทัณฑสถานฯ เพื่อบริหารงานภายในทั่วไป ซึ่ง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ จะ อยู่ดำรงตำแหน่ง ลักษณะนี้ แต่หลังจากปรับตำแหน่งใหม่ เสร็จแล้ว กรมฯ ได้วางโครงสร้างตำแหน่งทางการบริหารขึ้น แบบ กินรวบ ไปที่นักวิชาการ ตำแหน่งชำนาญการพิเศษ ให้เป็น ผู้อำนวยการส่วน แทบทุกเรือนจำ ยกเว้น เรือนจำที่มีผู้บริหารผู้บัญชาการในระดับ 8 เดิม ให้เป็น อำนวยการระดับต้น จากเดิม ตามเรือนจำ/ทัณฑสถานฯ ไม่เคยมีตำแหน่งนักวิชาการ มาทำหน้าที่บริหาร ซึ่งงานเรือนจำ/ทัณฑสถาน เป็นงานปฏิบัติการ มิใช่งานแผนนโยบาย กลับกลายเป็นว่า กรมฯ ตั้งบรรทัดฐาน ให้ ตำแหน่งทางโครงสร้าง เป็นชำนาญการพิเศษ ทั้งหมด รวม พวก จบห.8 เดิมด้วย ทำให้เกิดคำถามตามมา ว่า ตำแหน่งพวกนี้ สงวนสิทธิให้ผู้จะขึ้นมาทีหลังต้องเป็นนักวิชาการอย่างเดียว....ใช่หรือไม่.... ตอนนี้ผู้คุมแตกเป็นสองส่วน แล้ว คือส่วนที่เป็นทั่วไป และส่วนที่เป็นนักวิชาการ เป็นการกดขี่ ทางการบริหารโดยใช้ตำแหน่งหรือไม่ ผู้อ่านคิดเอง... นี่ถ้าไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัว ของคนในกรมฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นตำแหน่งนักวิชาการ จะเรียกว่า อะไร ตอนนี้ ก็มีคำถาม จากผู้คุมประเภททั่วไป ว่า ความก้าวหน้าของเขาอยู่ใหน คนที่ครองตำแหน่ง ชำนาญงาน เมื่อขึ้น อาวุโส แล้ว ไปใหนต่อ จะขึ้น ผอ.ส่วน ได้ใหม ตอนนี้ผมเชื่อแน่ว่า กรมฯ ก็ตอบไม่ได้ ก็กรมฯ เล่น เอาชำนาญการพิเศษไปขวางในตำแหน่ง ผอ.ส่วน ทั้งประเทศแล้ว บางคน อาจจะเหลืออายุราชการ เหลืออยู่ มากกว่า 15 ปี จะให้เขาไปอยู่ใหน แรงจูงใจไม่มี จะทำงานกันอย่างไรในอนาคต อันนั้นคือตัวอย่าง ระดับบริหาร แต่ระดับ ปฏิบัติหละ เอ้า...ลองอ่านดู แต่เดิม ผู้เข้าบรรจุใหม่ระดับ 1 หรือ 2 ปฏิบัติงาน เฉลี่ย 5-7 ปี ได้ระดับ 3 อาจได้เป็นหัวหน้างาน ในบางเรือนจำ ก็สุดแล้วแต่ ในช่วง 5-7 ปี ปรากฏว่า มีนักทัณฑ์ มาบรรจุ เริ่มที่ ระดับ 3 มาฝึกงาน ร่วมกัน พอครบ 2 ปี ก็ประเมิน ระดับ 4 ซึ่งผู้ที่ทำงานก่อน ที่เป็นสาย ปฏิบัติ ก็ อาจจะได้ขึ้นระดับ 4 เช่นกัน คือเฉลี่ย ในช่วง 3 ปี ที่ทำงาน ก็ยังพอเป็นที่ยอมรับกันได้ ในการทำงาน พอครบปีที่ 5 ของสายวิชาการ เขาก็ประเมิน ระดับ 5 สายทั่วไป ก็อาจจะได้ระดับ 5 ด้วย เนื่องจากการทำงานที่อายุงานนาน ตามลำดับความก้าวหน้า แต่ ผู้ปฏิบัติ สายทั่วไป ยังได้เป็น หัวหน้างานอยู่ ซึ่งก็ยอมรับกันได้ พอเข้าปีที่ 6 หรือ 7 ของสายวิชาการ เขาประเมิน 6 ว. ในขณะที่สาย ทั่วไป นิ่ง เนื่องจากการขึ้นระดับ 6 ต้องรอเปิดสอบ จนท.สายวิชาการ ก็ถูกตั้งเป็นหัวหน้างานตาม ระดับ ก็ยังยอมรับกันได้อยู่ เฉลี่ยแล้ว สองสายนี้ ทำงาน ต่างกันอยู่ระยะ 2 - 3 ปี เมื่อมีการไต่ลำดับความก้าวหน้าก็สามารถยอมรับกันได้ เนื่องจากการใหลของแต่ละสายในการปฏิบัติงาน เป็นช่วงที่ยาวนาน เฉลี่ย คนแรก สายทั่วไป ทำงาน 10 ปี สาย วิชาการ ทำงาน เฉลี่ย ที่ 7-8 ปี ก็สมดุลกันดี สามารถสร้างความสัมพันธ์ ในการทำงานลดความรู้สึกแตกต่าง และยอมรับกันได้ ในการบริหารงาน แต่ปัจจุบัน สายทั่วไป เริ่มบรรจุ ติดบ่า 2 ดาว สายวิชาการ เริ่มบรรจุ ติดบ่า 3 ดาว ระยะเวลาเลื่อน สายทั่วไป ไม่น้อยกว่า 6 ปี สายวิชาการ ไม่น้อยกว่า 5 ปี สองคนนี้ สายแรก เมื่อครบอายุการเลื่อน เขาติดบ่า ชำนาญงาน แบบ ระดับ 6 เดิม แต่ สายที่ สอง ติดบ่า แบบระดับ 7 เดิม ในการทำงานเพียง ห้าปี ดูช่วงระยะเวลาตัวอย่างข้างบนกับที่ว่ากันอยู่นี้ นะครับ น้อยมากในความรู้สึกที่จะเกิด 1. ไม่ยอมรับความสามารถ 2. ความสัมพันธ์ทางการบริหารแทบไม่เกิดเลย 3. ความรู้สึกน้อยใจในการปฏิบัติงาน และความแปลกแยก จะเกิดขึ้นทันที และคำถามอีกอันหนึ่งที่ กรมฯ ต้องตอบให้ได้ คือ สายวิชาการทำงาน มา 5 ปี ติดชั้น พิเศษ ซึ่งทำหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน กับ สายทั่วไป ทำงานมา 15 ปี ระดับ ชำนาญงาน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่าย หรือหัวหน้างาน จะต้องถูกลดลำดับการปฏิบัติหน้าที่ตามอย่างนั้นหรือไม่ ช่วยตอบทีพระเดชพระคุณ หากให้เด็กสายวิชาการ กลับมาเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่ายแทน จะบังคับบัญชากันได้หรือไม่ .... ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะผู้คุมลองคิดดู บทความนี้ อาจยาวไปหน่อย แต่ก็พยายาม บรรยายให้เห็นภาพมากที่สุด ก็สุดแล้ว แต่ผู้อ่านจะพิจารณานะครับ คงพอแค่นี้ก่อน